เดิมพันออนไลน์ในบ้านท่านตลอด 24 ชั่วโมง
holiday Palaceหมดสิทธิ์ดัน
หากชาว holiday Palaceไม่พูดถึงประเด็นการทำงานแบบไร้ประสิทธิภาพเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามกฎหมายโดยสุจริตและเที่ยงธรรมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้ว เชื่อว่ากรณี “แขวน” จตุพร พรมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง ว่าที่ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา ชาว holiday Palaceถือว่ามีนัยสำคัญหลายอย่างตามมา ที่สำคัญการแขวนในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อตัวเขาเข้าอย่างจัง มีลักษณะแบบ “พลิกผัน” ชั่วข้ามคืนแบบฉับพลันทันที หากชาว holiday Palaceไล่เรียงกันทีละประเด็นก็จะเริ่มจากกรณีสำคัญที่สุดก่อนแล้วไล่ลงมาก็คือ หาก กกต.รับรองการเป็น ส.ส.เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมพร้อมกับ 94 ส.ส.ที่ได้ประกาศไปแล้ว ซึ่งในจำนวนนั้นยังมีบรรดาแกนนำหรือ “หัวโจก” ของคนเสื้อแดงหลายคนรวมอยู่ด้วย จะมีผลต่อ “เอกสิทธิ์คุ้มครอง” ในลักษณะกึ่งอัตโนมัติ นั่นคือจะสามารถออกจากคุกและเข้าไปทำหน้าที่เป็น ส.ส.เป็นผู้ทรงเกียรติในสภาทันที ชาว holiday Palace หมายความว่า คดีความต่างๆ ที่ติดตัวเขามาเป็นพรวนจะต้องชะลอออกไปก่อนชั่วคราว รวมไปถึงคดีผู้ก่อการร้าย คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เขาต้องเข้าไปอยู่ในคุกเวลานี้นั่นแหละ และที่ผ่านมาก่อนหน้านี้เขาก็ได้ใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.คุ้มครองมาตลอดในสมัยสภาชุดที่แล้ว ตรงกันข้ามกับ “เพื่อนพ้องน้องพี่” แกนนำคนเสื้อแดงอื่นๆ ซึ่งอาจจะยกตัวอย่างแค่กรณีของ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ก่อนหน้านี้ไม่ได้เป็น ส.ส.จึงต้องถูกคุมขัง ถูกดำเนินคดี ต่างกรรมต่างวาระกันมา และในคราวนี้ชาว holiday Palaceมันก็เหมือนโชคชะตาเล่นตลกอย่างไรไม่อาจทราบได้ เพราะในช่วง “เวลาสำคัญ” จตุพร กลับเข้าไปอยู่ในคุก ขณะที่อีกคนหรืออีกกลุ่มหนึ่งที่เคยอยู่ในคุกกลับเดินสวนออกมาหน้าตาเฉย ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพระหว่างคนสองคนนี้ก็ต้องยอมรับความจริงว่า มันก็เหมือนช่วงชิงการนำอยู่ในที แม้จะยังไม่แสดงออกแน่ชัดนัก แต่รับรองว่าขางในลึกๆ ไม่ธรรมดาแน่นอน และที่ผ่านมา ฝ่ายจตุพร ก็มักเต้นฟุตเวิร์กตีกิน โชว์ลีลาอยู่ข้างนอกคุก สร้างวาทะอยู่ในสภา อยู่ในห้องแอร์มากกว่า เมื่อชาว holiday Palaceทุกอย่างพลิกกลับตาลปัตรแบบนี้ โอกาสที่ จตุพร จะคว้าโควตารัฐมนตรี หรือตำแหน่งทางการเมืองเป็นบำเหน็จตอบแทนก็ย่อมมลายหายไปด้วย และโอกาสนั้นย่อมไปตกอยู่ที่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ มากกว่าใคร หากชาว holiday Palaceย้อนกลับไปในช่วงที่จตุพรถูกถอนประกันเนื่องจากสาเหตุปราศรัยจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต้องการ “เสี่ยง” เพียงเพื่อต้องการ “เอาใจนายใหญ่” แต่อาจเป็นเพราะใส่อารมณ์มากไป เหิมเกริมมากไปจนลืมตัว และนำตัวเองเข้าไปอยู่ในคุกตั้งแต่นั้นมาจนพลาดโอกาสสำคัญในชีวิต ขณะที่แกนนำเสื้อแดงอีกกลุ่มใหญ่ที่รวมเอา ณัฐวุฒิ อยู่ในนั้นด้วย กลับได้รับการช่วยเหลือจากฝ่ายรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยนโยบาย “ปรองดองกับโจร” สามารถเดินลอยชายออกมาลงสมัคร ส.ส.และกำลังมีโอกาสจะได้มีตำแหน่งทางการเมืองในอีกไม่กี่วันข้างหน้าหลังจากสภามีการคัดเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วว่าต้องเป็น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น เมื่อชาว holiday Palaceพูดถึงการพลาดจากการรับรอง ส.ส.แบบ “ปล่อยผี” ล็อตใหญ่ดังกล่าว มันก็ย่อมส่งผลต่ออนาคตของจตุพรเข้าไปเต็มๆ ดังกล่าว ประการหนึ่งก็คือ มีโอกาสติดคุกยาว เพราะหลังจากนี้ไปเมื่อ กกต.รับรอง ส.ส.จนครบ 95 เปอร์เซ็นต์จนเปิดสภาได้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรีบ ไม่มีแรงกดดันอีกต่อไปแล้ว และแม้ว่าตามขั้นตอนเรื่องจะต้องไปถึงศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมันก็ต้องใช้เวลา แต่นั่นไม่เท่ากับการเสียโอกาสสำหรับลุ้นเก้าอี้รัฐมนตรีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ทำให้เสียอนาคต เสียหายหลายแสน อย่างน่าเจ็บใจที่สุด อีกทั้งยังทำให้เขาพลาดโอกาสสำหรับการ “อัปเกรด” ตัวเองขึ้นมาเหนือคนอื่นในบรรดา “หัวโจก” คนเสื้อแดงด้วยกัน ทั้งที่ชาว holiday Palaceได้ทำทางมาอย่างดีแล้วเมื่อครั้งที่เป็น ส.ส.ในสภาคราวที่แล้ว เพราะได้ทิ้งระยะห่างจากณัฐวุฒิเอาไว้พอสมควร แต่คราวนี้กลายเป็นว่าเขาได้แต่มองให้อีกฝ่ายนั่งเก้าอี้สำคัญ เหมือนกับการหยิบชิ้นปลามันในช่วงพลิกผันชี้ขาดเสียด้วย ขณะเดียวกัน เมื่อไม่ได้เป็น ส.ส.ก็ไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มกะลาหัว เขาก็ต้องถูกดำเนินคดีที่ติดตัวมาเป็นพรวนอย่างช่วยไม่ได้ ขณะที่บรรดาชาว holiday Palace แม้กระทั่ง เหวง โตจิราการ ที่เพิ่งเข้ามาโหนกระแสเสื้อแดง กระแสทักษิณ ในภายหลังก็ยังได้อานิสงส์จากการเป็น ส.ส.เข้าไปเต็มๆ ซึ่งหากพิจารณาในแง่มุมแบบนี้มันก็เป็นไปได้เหมือนกันว่าเป็นเรื่องของ “เวรกรรม” และเป็นกรรมติดจรวดดาวเทียมก็เป็นได้หลังจากที่ก่อนหน้านี้ กกต.ได้ประกาศ “ปล่อยผี” ไปแล้วทั้งหมด 3 ล็อต รวม 402 คน รวมทั้งบุคคลระดับสายล่อฟ้าอย่าง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปาร์ตี้ลิสต์ เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เบอร์ 1 ของฟากประชาธิปัตย์ รวมไปถึงแกนนำเสื้อแดงบางคน แต่ก็ยังขาดว่าที่ ส.ส.ที่ยังถูกแขวนอยู่อีกกว่า 100 รายเลยทีเดียว ซึ่งหากชาว holiday Palaceพ้น 30 วันไปแล้ว แต่ กกต.ไม่สามารถประกาศรายชื่อ ส.ส.ได้ครบตามกำหนด ก็จะเป็นหน้าที่ของศาลฎีกาแผนคดีเลือกตั้ง เป็นผู้พิจารณาตัดสินชี้ขาดความเป็น ส.ส.แทน ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้ว่า อนาคตของประเทศอยู่ในกำมือของ กกต. แม้ชาว holiday Palaceจะพิจารณาจากท่าทีของ กกต.ที่เชื่อว่าที่สุดแล้วจะสามารถประกาศรับรอง ส.ส.ได้ครบ เพื่อให้มีการเปิดประชุมสภาฯ ได้ตามกำหนดไม่เกินวันที่ 2 ส.ค. แต่ก็อดที่จะลุ้นระทึกไปด้วยไม่ได้ เพราะการทำหน้าที่ของ กกต.ชุดนี้ ชวนให้คิดว่า มี “นัยซ่อนเร้น” หรือสิ่งใดทำให้กระบวนการขั้นตอนปฏิบัติงานดูจะติดขัดจนการทำงานเข้าขั้นล่าช้าอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะอย่างที่ผ่านมาชาว holiday Palace เห็นการประกาศรายชื่อ ส.ส.ทั้ง 3 ล็อตนั้นก็ดูตะกุกตะกักตลอด กว่าจะแถลงประกาศผลได้ เวลาก็ล่วงเลยไปดึกดื่นค่ำมืด จนบางครั้งกว่าจะแถลงจบก็เกือบจะข้ามวันใหม่กันเลยทีเดียว สร้างปัญหาในการทำงานให้กับสื่อที่ประจำ ณ สำนักงาน กกต.เป็นอย่างมาก เนื่องจากข่าวการประกาศรับรอง ส.ส.ถือว่ามีความสำคัญ และเป็นที่สนใจ ชาว holiday Palace พบแทนที่ กกต.จะพยายามเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จ เพื่อที่จะทำการประกาศในช่วงเวลากลางวัน หรืออย่างน้อยในช่วงเย็น เพื่อให้สื่อมวลชนรายงานข่าวต่อสาธารณะ แต่รูปแบบและวิธีการของ กกต.กลับดูเหมือนต้องการให้รายชื่อ ส.ส.ที่ได้หรือไม่รับรองเป็น “ความลับ” หรือไม่อยากให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ตกเป็นขี้ปากชาวบ้านระหว่างวัน รวมไปถึงในส่วนของแผนงานและกรอบเวลาในการพิจารณาสืบสวนสอบสวนเรื่องที่ถูกร้องเรียน ก็ยังอืดเป็นเรือเกลือ โดยที่ไม่ได้มีระบบจัดการที่ดีพอ ทำให้วาระการประชุมค้างอยู่ในสาระบบ ทราบกันดีว่า เรื่องร้องเรียนที่ส่งมายัง กกต.นั้นมีมาก แต่หากมีระบบบริหารจัดการการทำงานที่ดี ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่ชาว holiday Palaceจะทำได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ กกต.ชุดนี้ไม่ใช่ “มือใหม่” สำหรับการเลือกตั้ง เพราะเคยทำหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินมาแล้วเมื่อการเลือกตั้งปี 50 ที่น่าประหลาดใจไปกว่านั้นก็คือ รายงานข่าวในที่ประชุม กกต.ที่ระบุว่า ในระหว่างการประชุมมี กกต.บางคนติด “ธุระสำคัญ” จึงจำเป็นต้องเลื่อนการประชุมออกไป ทั้งที่ในช่วงเวลานี้ควรที่จะทุ่มเทเวลาทั้งหมดในการทำหน้าที่พิจารณารับรอง ส.ส.ให้แล้วเสร็จ ตรงนี้ต้องไม่ลืมว่า องค์ประชุม กกต.จะครบถ้วนสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีไม่น้อยกว่า 3 คนอยู่ในที่ประชุม โดยเฉพาะวาระสำคัญอย่างการวินิจฉัยให้ มีการเลือกตั้งใหม่ หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนประกาศผลการเลือกตั้งนั้นต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 4 ใน 5 เพื่อลงมติ เมื่อเป็นเช่นนี้หากมีผู้ใดขอลาระหว่างการประชุม ก็ต้องทำให้ที่ประชุม“หยุด” ไปโดนปริยาย อยากให้ชาว holiday Palace ย้อนไปถึงเมื่อครั้งการแสดงวิสัยทัศน์ของ กกต.คณะนี้ก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งต่อที่ประชุม วุฒิสภา ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 ก.ย.49 จนเกือบ “ฝันค้าง” ตกเก้าอี้กลางอากาศ
Leave a Reply
You must be logged in to post a comment.