holiday palace ธุรกิจโดนฮุบ

ความยิ่งใหญ่ของทุนอาหรับจาก 6 ประเทศที่ประกอบด้วย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และ บาห์เรน กำลังเป็นที่สนใจของชาว holiday palace   เนื่องจากเม็ดเงินของ 6 ประเทศรวมกัน มีมากกว่าสินทรัพย์ในการบริหารของกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติ   รวมกัน โดยคาดว่าเม็ดเงินของกลุ่มทุนอาหรับดังกล่าวสูงถึง 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งยังไม่นับสินทรัพย์ในมือของโฮลดิ้งเอกชน        ในบรรดาทุนอาหรับทั้งหมดชาว holiday palace  พบว่า กลุ่มทุนที่ได้รับการจัดอันดับว่า ทรงอิทธิพลมากที่สุด ในเวลานี้ ได้แก่ กลุ่มทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะ “อาบู ดาบี อิเวสต์เมนต์ ออทอริตีส์” หรือ ADIA ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุด โดยมีเงินทุนตั้งแต่ 6.50 แสนล้านดอลลาร์ ไปจนถึงมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ ทว่าการลงทุนของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ไม่ได้มีแค่กองทุนอาบู ดาบี แต่ยังมีกลุ่มทุนดูไบ โดยกลุ่มของอาบู ดาบี นอกจาก ADIA แล้ว ยังมีมูบาดาลา ดีเวลอปเมนต์ คอมปะนี ส่วนกลุ่มทุนดูไบ มี ดูไบ บริการกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ และยังมีทุนเอกชนอย่าง ดูไบ เวิรลด์ โฮลดิ้ง คอมปะนี ที่ดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์เป็นหลัก และยังมีกิจการท่าเรือ ส่วนกลุ่มอีมาร์ จะเชี่ยวชาญในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ชาว holiday palace   พบสำหรับ คูเวตและกาตาร์ มีรูปแบบการลงทุนคล้ายๆ กัน โดยพัฒนามาจากคณะกรรมการการลงทุนแห่งชาติ คืออ คูเวต อินเวสต์เมนต์ ออทอริตีส์ และกาตาร์ อินเวสต์เมนต์ ออทอริตีส์ ส่วนบาห์เรน มีบาห์เรน มุมตาลากัต โฮลดิ้งส์ ขณะที่ ซาอุดีอาระเบีย มี 5 กองทุนเพื่อความมั่งคั่ง โดยรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย มี แซมบา และเอสทีซี เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการลงทุน  โดยชาว holiday palace   เห็นว่าในช่วงเริ่มต้น ทุนอาหรับเหล่านี้จะเน้นการลงทุนในภูมิภาค จากนั้นขยายอาณาจักรไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ในซีกโลกตะวันตก ทั้งอเมริกา และยุโรป โดยหลังจากมีรายได้จากการค้าน้ำมันสูงขึ้นก็มีการขยายการลงทุนมาสู่ประเทศใน แถบเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น จีน อินเดีย รวมถึงอาเซียน โดยประเทศไทยถือเป็นจุดหมายหนึ่งในการลงทุนของกลุ่มทุนอาหรับ ทั้งที่มาจากหน่วยงานของรัฐ และภาคเอกชน โดยมีมูลค่าการลงทุนไม่แพ้ สิงคโปร์ และชาติตะวันตก ชื่อของ วาลิด อาเหม็ด จัฟฟาลี รองประธานบริษัท ซาอุดีซีเมนต์ (SCC) ซึ่งเป็นบริษัทซีเมนต์รายใหญ่ที่สุดในซาอุดีอาระเบีย และเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของกลุ่มบริษัท EA Juffali & Brothers กลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมและพาณิชย์รายใหญ่ที่สุดในซาอุดีอาระเบียและภูมิภาค ตะวันออกกลาง เริ่มเป็นที่จับตามองในบ้านเรา หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้พากลุ่มทุนอาหรับดังกล่าวเข้ามาดูวิถีชีวิตชาวนาไทยที่บ้าน อนุรักษ์ควายไทย แห่งถิ่นศรีประจันต์ สุพรรณบุรี พร้อมกับข่าวลือว่าจะมีการตั้งบริษัทรวมใจชาวนาเพื่อจ้างเกษตรกรไทยปลูกข้าว จนเกิดกระแสต่อต้านมาแล้ว โดยชาว holiday palace   พบว่าเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มหาเศรษฐีซาอุดิอาระเบียสนใจธุรกิจการเกษตรก็ เนื่องมาจากราคาพืชผลในตลาดโลกสูงขึ้น เนื่องมาจากปัญหาราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะหยุดนิ่ง เมื่อไร ดังนั้นจึงมีการหันมาลงทุนเพาะปลูกพืชพลังงานเพื่อผลิตไบโอดีเซล ส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกเพื่อเลี้ยงชีพของมนุษย์ลดน้อยลง ประกอบกับภัยพิบัติทางธรรมชาติล้วนสงผลต่อผลิตผลทางการเกษตร ทำให้เก็บเกี่ยวได้น้อยลง ขณะที่ปริมาณความต้องการมีมาก ราคาสินค้าเกษตรจึงแพงขึ้น   ชีค วาลิด อาเหม็ด จัฟฟาลี (Sheik Walid Ahmed Juffali) เป็นผู้บริหารกลุ่มบริษัท EA Juffali & Brothers ซึ่งชาว holiday palace   gsHo;jkเป็นกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจครอบคลุมเกือบทุกด้าน ตั้งแต่ภาคอุตสาหกรรมไฟฟ้า อสังหาริมทรัพย์ ประกันภัย การสื่อสารโทรคมนาคม และยานยนต์ และได้ร่วมทุนกับบริษัทข้ามชาติรายใหญ่อย่าง เดมเลอร์-เบนซ์ โดว์ เคมิคัล ดูปองต์ ไอบีเอ็ม มิชลิน และซีเมนส์ เอจี และยังเป็นบุตรชายของ ชีค อาเหม็ด จัฟฟาลี ผู้ก่อตั้งบริษัท

โดยปัจจุบันชาว holiday palace  พบว่า ชีค วาลิด อาเหม็ด จัฟฟาลี ดำรงตำแหน่งรองประธานบริษัท ซาอุดิ ซีเมต์ (SCC) ซึ่งเป็นบริษัทซีเมนต์รายใหญ่ที่สุดในซาอุดีอาระเบีย ในเครือของจัฟฟาลี แอนด์ บราเธอร์ส และยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในกลุ่มบริษัทแม่ โดยตระกูลจัฟฟาลี ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้มั่งคั่งที่สุดในโลกลำดับที่ 71 ของหนังสือพิมพ์ซันเดย์ ไทมส์ โดยมีทรัพย์สินเป็นมูลค่า ถึงราว 1,000 ล้านปอนด์ หรือราว 6.19 หมื่นล้านบาทชาว holiday palace   เห็นว่านอกจากกลุ่มทุนของ ชีค วาลิด อาเหม็ด จัฟฟาลี ที่คิดจะจัดตั้งบริษัทรวมใจชาวนาแล้ว ยังมีกลุ่มของเจ้าหญิงโครินนา ซู ซายิน วิตเกนสไตน์ (Corinna zu Sayn-Wittgenstein) กรรมการผู้จัดการใหญ่ และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท บอส แอนด์ โค สปอร์ตติง ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่เป็นหนึ่งในโผผู้ร่วมลงทุนในบริษัทรวมใจชาวนา เพียงแต่ไม่ได้ร่วมเดินทางมาเยือนวิถีชาวนาไทยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร   นอกจากนี้ชาว holiday palace   พบว่ายังมีกลุ่มทุนอื่นๆอย่าง “อิสทิทมาร์ โฮเต็ล เอฟแซดอี” หรือ “Istithmar Hotels FZE” ซึ่งเป็นบริษัทเพื่อการลงทุนของ “ดูไบ” ที่เข้ามาลงทุนพัฒนาโรงแรมในโครงการสาธร สแควร์ โดยร่วมทุนกับบริษัท โกลเด้นแลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เมื่อกลางปี 2550 ที่ผ่านมา ด้วยการจัดตั้งบริษัท นอร์ท สาธร โฮเต็ล จำกัด โดย “อิสทิทมาร์ฯ” ถือหุ้น 80% ส่วนอีก 20% ถือหุ้นโดย โกลเด้นแลนด์ฯ รูปแบบโครงการเป็นโครงการสูง 30 ชั้น มีจำนวนห้องพัก 400 ห้อง ภายในโครงการเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสบาย และมีศูนย์การประชุมรองรับการจัดประชุมของลูกค้าระดับไฮเอนด์และชาวต่างชาติ จะเปิดให้บริการประมาณปี 2553 ขณะเดียวกันก็เข้าถือหุ้นในบริษัท ไรมอนแลนด์ จำกัด (มหาชน) ในสัดส่วน เพื่อบุกตลาดอสังหาฯ ในไทยอย่างเต็มที่ ทั้งโรงแรม รีสอร์ต โดยผ่านทางกองทุนรวมอสังหาฯ ที่กลุ่มนี้จัดตั้งร่วมกับกลุ่มซิตี้ ดีเวลอปเมนต์ จากสิงคโปร์ เดป้า ยูไนเต็ด บริษัทออกแบบและตกแต่งภายใน จากประเทศดูไบ ใหญ่เป็นอัน 5 ของโลก ด้วยทุนจดทะเบียน 4,500 ล้านบาท ชาว holiday palace   พบว่าเป็นอีกกลุ่มทุนอาหรับที่ได้ร่วมทุนกับบริษัทอุตสาหกรรมพรมไทย จำกัด (มหาชน) หรือพรมไทปิงของตระกูล “ศรีวิกรม์” ด้วยสัดส่วน 20% และยังมีแผนเข้าไปถือหุ้นในบริษัทเฟอร์นิเจอร์ชั้นนำของเมืองไทย ในสัดส่วน 20-49% ตลอดจนมีแผนการลงทุนในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งประเภทวิลล่าและโรงแรม ส่วน ทีจีอาร์ กรุ๊ป มีการลงทุนที่ภูเก็ต ผุดโครงการ Barama Bay วิลล่าหรู ราคา 40-60 ล้านบาทต่อยูนิต และยังเตรียมทำโครงการรีสอร์ต Jumeirah Phuket Private Island Resort ทุนดูไบอีกกลุ่มคือ กลุ่มโรงแรมและรีสอร์ตในเครือ “IFA” ที่จับมือกับกลุ่ม”Istithmar” ทำธุรกิจโรงแรม โดยถือหุ้น 25% ในบริษัท ไรมอนแลนด์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงการคอนโดมิเนียมระดับไฮเอนด์ที่พัทยาและภูเก็ต นอกจากนี้เชาว holiday palace   เห็นว่าครือ Al Mulla Group ซึ่งมีฐานการลงทุนอยู่ในดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้วางแผนการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมหรู และโรงแรมแบบประหยัด โดยผุดแนวคิดในการพัฒนาโรงแรมสไตล์ “อิสลามิก โฮเต็ล เชน” ตามหลักวิถีชีวิตชาวมุสลิมซึ่งมีกำลังซื้อสูงและเป็นกลุ่มที่มีเดินทางการ ท่องเที่ยวไปทั่วโลก ทั้งนี้มีรายงานว่าในระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้ชาว holiday palace  พบว่า กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีนโยบายที่จะทุ่มงบลงทุนเมกะโป รเจ็กต์โรงแรมและเมืองท่องเที่ยวเต็มรูปแบบโดยธุรกิจโรงแรมจะมีการแยกตลาด ออกเป็น 2 แบรนด์ คือ แบรนด์โรงแรมหรูหรา (luxury hotels) และแบรนด์โรงแรมประหยัด (budget hotels) โดย กลุ่มทุนที่น่าจับตาคือ Nakheel ของผู้ครองนครดูไบ เจ้าของเมกะโปรเจ็กต์ปาล์มจูเมียราห์และเบิร์กอัลอาหรับ ที่ร่วมทุนกับกลุ่ม Rotana Hotels ตั้งเป้ารุกธุรกิจโรงแรมใน 18 ประเทศ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างก่อสร้างเมกะโปรเจ็กต์ เวิรลด์ ออฟ ดิสคัฟเวอรี่ ใน Palm Jebel Ali เป็น Sea World Aquatica พิพิธภัณฑ์โลกใต้ทะเลแห่งแรกในดินแดนแห่งทุ่งทะเลทรายระหว่างรอยต่อเมือง ดูไบกับอาบูดาบี กำหนดเปิดบริการปี 2555

This entry was posted in holiday palace and tagged . Bookmark the permalink.

One Response to holiday palace ธุรกิจโดนฮุบ

  1. horaizon says:

    เห็นตัวเลขละเค้าเอาเงินไปเก็บไหนกัน

Comments are closed.